วันอาทิตย์ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2559

ฟินแลนด์รื้อระบบการเรียนการสอนใหม่จาก “รายวิชา” เป็น “หัวข้อ”

ประเทศ หนึ่งในผู้นำการศึกษาของโลก ได้เริ่มดำเนินการการปรับปรุงรากฐานทางการศึกษาสำหรับการศึกษาสมัยใหม่นี้ ก่อนปี 2020 ประเทศฟินแลนด์วางแผนว่าจะยกเลิกการสอนแบบรายวิชาเช่น วิชาคณิตศาสตร์ วิชาเคมี วิชาฟิสิกส์ และสอนนักเรียนด้วย ‘หัวข้อ' ที่กว้างๆ แทน เพื่อที่จะไม่ให้เกิดคำถามที่ว่า"จะเรียนวิชานี้ไปทำไม?"
ฟินแลนด์รื้อระบบการเรียน
การเรียนด้วย ‘หัวข้อ' มันหมายความว่ายังไงกันแน่? นายริชาร์ด การ์นเนอ (Richard Garnner) ผู้สื่อข่าวได้รายงานกับ The Independent ว่า อาจจะสามารถยกตัวอย่างได้ดังนี้แทนที่จะมีคาบเรียนหนึ่งชั่วโมงกับภูมิศาสตร์ แล้วต่อด้วยอีกชั่วโมงกับวิชาประวัติศาสตร์ นักเรียนจะได้ใช้เวลาสองชั่วโมงกับการเรียนเกี่ยวกับ สหภาพยุโรป ซึ่งครอบคลุมการเรียนเกี่ยวกับภาษา เศรษฐศาสตร์ ประวัติศาสตร์และภูมิศาสตร์ หรือนักเรียนซึ่งลงเรียนวิชาสายอาชีวะก็อาจจะลงเรียน ‘การบริการอาหาร'
ซึ่งมีการเรียนคณิตศาสตร์ ภาษา และทักษะด้านการสื่อสาร ดังนั้นถึงแม้ว่านักเรียนจะยังคงได้เรียนทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ที่สำคัญ พวกเขาจะได้เรียนรู้มันในทางที่สามารถนำไปประยุกต์ปฎิบัติจริงมากกว่า ซึ่งก็ดูเหมือนจะดีกว่าวิธีเดิมๆ
พาสิ สีแลนเดอร์ (Pasi Silander) ผู้จัดการฝ่ายพัฒนาเมืองเฮลซิงกิกล่าวว่า "สิ่งที่พวกเราต้องการตอนนี้ก็คือ การศึกษาในรูปแบบใหม่ ซึ่งจะเตรียมพร้อมสำหรับชีวิตในวัยทำงาน เด็กรุ่นใหม่ใช้คอมพิวเตอร์ที่ทันสมัย ในขณะที่ในอดีตนั้นธนาคารมีพนักงานเสมียนมากมายแต่ปัจจุบันได้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ดังนั้นพวกเราจะต้องเปลี่ยนแปลงรูปแบบการศึกษาเช่นกันเพื่อให้จำเป็นต่ออุตสาหกรรมและสังคมสมัยใหม่"
ระบบใหม่นี้สนับสนุนการเรียนในรูปแบบที่แตกต่างเช่น การแก้ปัญหาแบบมีการสนทนาตอบโต้กัน (interactive problem solving) และการร่วมมือทำงานกันระหว่างกลุ่มเล็กๆ เพื่อที่จะพัฒนาทักษะทางสายอาชีพ มาร์โจ คิลโลเนน (Marjo Kyllonen) ผู้จัดการฝ่ายการศึกษาเมืองเฮลซิงกิผู้ซึ่งเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้กล่าวว่า "เรามีความต้องการการทบทวนใหม่ของการศึกษา และการออกแบบระบบการศึกษาใหม่ เพื่อที่จะเตรียมพร้อมเด็กๆ สำหรับอนาคตด้วยทักษะซึ่งจำเป็นสำหรับปัจจุบันและอนาคต"
เธอยังเสริมอีกว่า "มีหลายโรงเรียนซึ่งสอนในรูปแบบที่ล้าสมัยอยู่ซึ่งเคยได้ใช้ได้ดีในช่วงเริ่มต้นของปี 1900 แต่สำหรับศัตวรรษที่ 21 นี้ ความต้องการมันไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป และเราก็ต้องการสิ่งใหม่ที่เหมาะสมกว่า"
การสอนแบบรายวิชาได้กำลังถูกยกเลิกสำหรับเด็กอายุ 16 ปี ในเมืองหลวงอย่างเฮลซิงกิเมื่อสองปีที่ผ่านมา และกว่า 70% ของโรงเรียนมัธยมศึกษาในเมืองต่างๆ ก็กำลังศึกษาและดำเนินการใช้รูปแบบการศึกษาใหม่นี้ ข้อมูลเริ่มต้นแสดงให้เห็นว่านักเรียนนั้นได้รับผลประโยชน์
ผลลัพธ์ของนักเรียนจำนวนหนึ่งได้พัฒนาขึ้นตั้งแต่ที่พวกเขาได้รับการเรียนในรูปแบบใหม่นี้ และงานวิจัยโดยคิลโลเนนซึ่งจะได้รับการตีพิมพ์ไม่นานในเดือนนี้ จะเสนอว่าระบบการศึกษานี้จะถูกนำไปใช้ทั่วประเทศฟินแลนด์ภายในปี 2020
และแน่นอน มันต้องมีปฏิกิริยาตอบโต้หรือคำวิจารณ์จากครู อาจารย์ซึ่งได้ใช้เวลากว่าทั้งชีวิตในสายอาชีพศึกษา และเชี่ยวชาญในรายวิชาที่ตนได้รับมอบหมายในการสอน แต่ระบบการศึกษาใหม่นี้เสนอให้อาจารย์ที่มีพื้นฐานความรู้ที่แตกต่างกันมาทำงานร่วมกันเพื่อที่จะก่อให้เกิดระบบการเรียนการสอนใน ‘หัวข้อ' ใหม่ๆ และพวกเขาจะได้รับเงินเดือนเพิ่มสำหรับการนี้
ประเทศฟินแลนด์ได้เป็นประเทศที่ถือว่ามีระบบการศึกษาที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งของโลกซึ่งเพื่อที่จะรักษาตำแหน่งอันทรงเกียรติของ PISA การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จะสามารถช่วยได้อย่างดีทีเดียว
แล้วเมื่อไหร่ประเทศไทยเราจะมีการปรับเแลี่ยนอย่างนี้บ้างน้า...
ที่มา postjung เรียบเรียง @HandEduzones

วันเสาร์ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2559

วันพุธที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2558

ประชาสัมพันธ์ งานคอมพิวเตอร์ได้ติดตั้งสื่อ CAI ของสพฐ เอาไว้บนระบบแลน

วิธีการใช้งาน ให้ผู้ใช้เชื่อมต่อเข้าไปที่เครื่องอีเลรินนิ่งที่ http://172.16.0.11:8080/obeclms  และคลิกเลือกที่เมนูสื่อการเรียนรู้ดังรูป

กลุ่มสาระที่ติดตั้งไว้ได้แก่  กลุ่มสาระวิทยาศาสตร์  ศิลปะ  ภาษาต่างประเทศ และสุขศึกษาพลศึกษา

ตัวอย่างสื่อการเรียนรู้


"หามาแบ่งปัน" คู่มือการเรียนรู้ พฤกษศาสตร์เบื้องต้น

ดาวน์โหลดคู่มือ คลิกที่นี่

วันพุธที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2558

“ครูผู้สร้างการเปลี่ยนแปลง”

 “ครูผู้สร้างการเปลี่ยนแปลง”

เรื่องราวชีวิตของ ครูรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี รางวัลที่มอบให้กับครูที่สร้างการเปลี่ยนแปลงในชีวิตศิษย์ และเป็นผู้มีคุณูปการต่อวงการศึกษาไทย ซึ่งรางวัลนี้เกิดขึ้นภายใต้ความร่วมมือของ มูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ร่วมกับ สำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน (สสค.) สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา และ กระทรวงศึกษาธิการ เพื่อสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่ทรงอุทิศพระองค์เพื่อส่งเสริมการศึกษาแก่เด็กและเยาวชน  
 
คนแรก คือ “ครูเฉลิมพร พงศ์ธีระวรรณ” ผู้ได้รับพระราชทานรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี คนแรกของประเทศไทย ครูวิทยาศาสตร์ ผู้สอนวิชาฟิสิกส์ แห่งโรงเรียนสุราษฎร์พิทยา ผู้คิดค้นเทคนิควิธีการสอนจากวิชาที่ยาก ให้กลายเป็นเรื่องง่ายๆ จนเปลี่ยนความคิดและทัศนคติของเด็กๆ หลายคนให้หันมาชอบและสนใจวิชาวิทยาศาสตร์ และนำวิชาโครงงานวิทยาศาสตร์มาเป็นเครื่องมือในการ “สร้างคน” ครูผู้ปั้นดิน ให้เป็นดาว จนสามารถคว้ารางวัลโครงงานวิทยาศาสตร์ทั้งในเวทีระดับประเทศและระดับโลกมากมายนับไม่ถ้วน ซึ่งไม่เพียงเป็นครูที่สร้างคน ด้วยการสอนคิด แต่ยังสร้างความภาคภูมิใจในชีวิตแก่ลูกศิษย์  
 
ส่วนอีกท่านหนึ่งคือ เจ้าของรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ในระดับรางวัลคุณากร “ครูชาตรี สำราญ” ครูภาษาไทยวัยเกษียณ แห่งพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ ผู้เป็นขุมทรัพย์ทางปัญหาของวงการศึกษาไทย ครูผู้คิดค้นเทคนิควิธีการสอนและแก้ปัญหาการเรียนรู้ของเด็กทุกรูปแบบ โดยยึด “ศิษย์” เป็น “ครู” ในการปรับปรุงและพัฒนาเทคนิคการสอนมาตลอดชีวิตการเป็นครู จนเป็นต้นแบบของการสอนแบบ “บูรณาการ” คนแรกๆของไทย ผู้อุทิศชีวิตหลังเกษียณ เพื่อการ “สร้างครู” ด้วยการขยายแนวคิดเทคนิควิธีการสอนแก่ครูทั่วประเทศ  
 
เบื้องหลังแห่งความสำเร็จในชีวิตการเป็นครู ของทั้ง 2 คน พวกเขาต้องเสียสละและทุ่มเทเพื่อลูกศิษย์มากน้อยเพียงใด และตลอดชีวิตของการเป็นครู ทั้งคู่ต่างดำรงวิถีชีวิต “ความเป็นครู” ในรูปแบบไหน อย่างไร ถึงมีดอกผลที่งดงามอย่างทุกวันนี้ ติดตามได้รายการคนค้นฅน ครูรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี เดอะซีรีย์ ตอนที่ 1 “ครูผู้สร้างการเปลี่ยนแปลง” วันอังคารที่ 6 ตุลาคม 2558 เวลา 22.00 น. ทาง ช่อง 9 MCOT HD และโมเดิร์นไนน์ทีวี


วันพุธที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2558

ทีวี: พิษภัยใกล้ตัวสำหรับเด็กเล็ก

โทรทัศน์หรือที่เรียกสั้นๆ ว่าทีวีนั้น เป็นเครื่องรับสัญญาณคลื่นความความรู้ ข่าวสาร และความบันเทิงมาทุกยุกทุกสมัย ภาพครอบครัวที่อยู่ด้วยกันพร้อมหน้าพร้อมตาหน้าจอทีวีนั้นดูเหมือนเป็นสิ่งที่สังคมอาจมองว่าเป็นการสร้างความอบอุ่นและสัมพันธภาพที่ดีระหว่างสมาชิกในครอบครัว บางครอบครัวมีเครื่องทีวีประจำในห้องนอนของลูกๆ พอเด็กๆ ตื่นนอนก็ต้องเปิดทีวีเป็นอันดับแรก หรือบางบ้านมีลูกน้อยกำลังหัดคลานหัดเดินก็ปล่อยไว้หน้าจอทีวีด้วยเชื่อว่าเด็กจะได้เห็นตัวการ์ตูนในทีวีเป็นเพื่อนไปพลางๆ ในขณะที่พ่อแม่ต้องทำภาระกิจอื่น


เนื่องจากช่วงเด็กแรกเกิดจนถึง 3 ปี จะเป็นช่วงที่เรียนรู้ภาษา, ทักษะทางสังคมและร่างกายมีพัฒนาการด้านต่างๆ อย่างเห็นได้ชัด โครงสร้างและการทำงานของสมองมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก มีปัจจัยหลายอย่างทั้งภายในตัวเด็กเองและสิ่งแวดล้อมที่เด็กเรียนรู้ล้วนมีผลต่อความยืดหยุ่นของสมอง (brain plasticity) ที่จะเป็นตัวเบ้าหลอมโครงสร้างและการทำงานของสมองในอนาคตเมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่ การรับชมทีวีจึงมีผลต่อการเรียนรู้เด็กอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้



Dr Aric Sigman ซึ่งดำรงตำแหน่งเป็น Associate Fellow of the British Psychological Society ซึ่งเป็นนักจิตวิทยาที่ศึกษาผลของทีวีต่อสุขภาพมาเป็นเวลานานได้แถลงต่อคณะสมาชิกวุฒิสภาของสหราชอาณาจักรในการประชุมที่จัดโดยองค์กรด้านสื่อสารมวลชน Mediawatch-UK
โดยผลเสียของการดูทีวีที่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ยืนยัน ได้แก่ รูปแบบการนอนหลับที่ผิดปกติ (irregular sleep pattern) ลดอัตราเผาผลาญพลังงานในขณะพัก (resting metabolic rate) จนอาจทำให้เกิดโรคอ้วน เวลาที่เด็กพูดกับผู้ใหญ่ลดน้อยลง เด็กมีทักษะทางสังคมแย่ลง และที่สำคัญคือเด็กมีสมาธิ (concentration) และความจดจ่อ (attention) แย่ลง จนอาจทำให้เกิดโรคความจดจ่อเสื่อมหรือสมาธิสั้น (attention deficit hyperactivity disorder) และทีวีอาจเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดโรคออติซึมโดยเมื่อปลายปีที่แล้ว Cornell University, Indiana University และ Purdue University ได้ศึกษาความเชื่อมโยงระหว่างการดูทีวีและการเกิดอาการออติซึมในเด็กอเมริกัน

นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าภาพในจอทีวีที่เคลื่อนไหวค่อนข้างเร็วจะลดความสามารถของเด็กในการจดจ่อสนใจ ขาดสมาธิในการเรียนรู้ นอกจากนี้ทีวียังมีแสงสว่างจ้า สีสรรมากเกินไป เต็มไปด้วยตัวกระตุ้นเทียมที่ไม่มีจริงในชีวิตตามธรรมชาติ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อกระบวนการพัฒนาสมองทั้งในด้านโครงสร้างและหน้าที่การทำงานซึ่งจะส่งผลในระยะยาวเมื่อโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่

ข้อเสนอของ Dr Aric Sigman
เด็กเล็กที่อายุต่ำกว่า 3 ปี ไม่ควรให้ดูทีวี
เด็กอายุ 3-7 ปี ควรให้ดูทีวีได้ไม่เกินวันละ 30-60 นาทีต่อวัน
เด็กอายุ 7-12 ปี ควรให้ดูทีวีได้ไม่เกินวันละ 1 ชั่วโมง
เด็กอายุ 12-15 ปี ควรให้ดูทีวีได้ไม่เกินวันละ 1.5 ชั่วโมง
เด็กอายุ 16 ปีขึ้นไป ควรให้ดูทีวีได้ไม่เกินวันละ 2 ชั่วโมง


ทีวีเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีเกือบจะทุกบ้าน ให้สาระและความบันเทิงและเป็นเพื่อนคนไทยมาเป็นเวลาช้านาน รายการทีวีในเมืองไทยมีส่วนช่วยพัฒนาเด็กและเยาวชนไทยมากน้อยเพียงใด ผู้ปกครองสนใจอิทธิพลของทีวีที่มีต่อลูกหลานตัวเองหรือไม่ อย่าปล่อยให้เด็กเล็กอยู่หน้าจอทีวีตลอดเลยครับ พาพวกเขาไปเรียนรู้ธรรมชาตินอกบ้าน สวนสาธารณะ และพิพิธภัณฑ์ เป็นต้น ถึงแม้เรายังไม่สามารถสรุปแน่ชัดว่าทีวีเป็นตัวการทำลายสุขภาพเด็ก แต่การจำกัดช่วงเวลาการดูทีวีและส่งเสริมให้เด็กได้ทำกิจกรรมที่หลากหลายก็จะช่วยให้สมองของลูกรักได้มีการเรียนรู้อย่างสมดุลและป้องกันปัญหาที่ตัวเราคาดไม่ถึงได้


แหล่งข้อมูล http://www.bloggang.com/viewblog.php?id=neuroguy&group=2